รักษาอุโบสถเพื่อข่มกิเลส

       อุโบสถนี้เป็นวงศ์ของโบราณบัณฑิต ท่านเหล่านั้นได้เข้าจำอุโบสถ เพื่อข่มกิเลสมีราคะเป็นต้น สมดังที่พระอรรถกถาจารย์ได้กล่าวไว้ ในอรรถกถาปัญจุโปสถชาดกว่า

       ครั้งหนึ่ง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ท่ามกลางบริษัท ๔ ในธรรมสภา ทรงทอดพระเนตรดูบริษัทด้วยพระทัยอ่อนโยน ทรงทราบว่า วันนี้เทศนาจะเกิดขึ้น เพราะอาศัยถ้อยคำของอุบาสกทั้งหลาย จึงตรัสเรียกพวกเขามาถามว่า เธอทั้งหลายกำลังรักษาอุโบสถกันหรือ ? เมื่อพวกเขาทูลตอบว่า พระพุทธเจ้าข้า จึงตรัสว่า พวกเธอทำดีแล้ว ชื่อว่าอุโบสถนี้ เป็นวงศ์แห่งโบราณบัณฑิต ด้วยว่าโบราณบัณฑิตทั้งหลาย ได้อยู่จำอุโบสถ เพื่อข่มกิเลสมีราคะเป็นต้น อุบาสกเหล่านั้นทูลวิงวอนแล้ว จึงได้นำอดีตนิทานมาตรัสว่า

       ในอดีตกาล มีสถานที่อันเป็นป่าน่ารื่นรมย์ยิ่งแห่งหนึ่ง ระหว่างแคว้นทั้ง ๓ มีแคว้นมคธเป็นต้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในแคว้นมคธ ครั้นเจริญวัยแล้ว ละกามออกไปยังป่านั้น สร้างอาศรม บวชเป็นฤาษี ในที่ไม่ห่างจากอาศรมของฤาษีนั้น มีนกพิราบสองตัวผัวเมีย อยู่ที่ป่าไผ่แห่งหนึ่ง งูตัวหนึ่งอยู่ที่จอมปลวก สุนัขจิ้งจอกอยู่ที่พุ่มไม้ หมีอยู่ที่พุ่มไม้อีกแห่งหนึ่ง สัตว์ทั้ง ๔ นั้น เข้าไปหาพระฤาษีแล้ว ฟังธรรมตามเวลาอันสมควร

       ครั้นต่อมาวันหนึ่ง นกพิราบสองตัวผัวเมีย ออกจากรังไปหาอาหาร เหยี่ยวได้เฉี่ยวเอาลูกน้อยซึ่งบินตามหลังไป แล้วจิกกินทั้งที่ลูกนกส่งเสียงร้อง นกพิราบเสียใจมาก คิดว่า ความรักนี้ทำให้เราทุกข์ใจเหลือเกิน จึงไปยังสำนักของดาบส สมาทานอุโบสถแล้วนอนอยู่ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง

       ฝ่ายงู ออกจากที่อยู่ไปหากิน ได้ไปยังทางสัญจรของฝูงโค เพราะกลัวเสียงเท้าโค จึงหลบเข้าไปยังจอมปลวกแห่งหนึ่ง ครั้งนั้น โคอสุภะซึ่งเป็นโคมงคลของนายบ้าน เข้าไปเอาสีข้างถูจอมปลวก ได้เหยียบงูนั้น งูโกรธจัด จึงกัดโคอุสภะนั้นถึงแก่ความตาย พวกชาวบ้านทราบข่าวว่า โคตาย จึงพากันมาบูชาด้วยดอกไม้เป็นต้น ขุดหลุมแล้วกลับไป งูคิดว่า เราฆ่าโคนี้ เพราะความโกรธ ทำให้คนเป็นจำนวนมาก ต้องเศร้าโศกเสียใจ ถ้าเรายังข่มความโกรธไม่ได้ จะไม่ออกไปหากิน จึงไปยังอาศรมของฤาษี สมาทานอุโบสถเพื่อข่มความโกรธแล้ว

       ฝ่ายสุนัขจิ้งจอก ออกไปหากินพบซากช้าง เข้าไปภายในท้อง ซากช้างนั้นได้ยุบลง สุนัขจิ้งจอกจึงออกมาข้างนอกไม่ได้ ติดอยู่ในท้องช้างหลายวัน ได้รับความทุกข์ทรมานมาก ต่อมาวันหนึ่ง ฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้หนังของช้างเน่า จึงออกมาได้ คิดว่า เพราะความโลภ เราจึงประสบความทุกข์นี้ ถ้ายังข่มความโลภไม่ได้ จะไม่ออกไปหากิน ไปยังอาศรมของพระฤาษี สมาทานอุโบสถ เพื่อข่มความโลภ

       ฝ่ายหมี เกิดความโลภจัด ออกจากป่าไปยังหมู่บ้านชายแดน แคว้นมัลละ พวกชาวบ้านบอกต่อ ๆ กันว่า หมีเข้ามายังหมู่บ้าน ต่างถือธนูและท่อนไม้เป็นต้น ออกไปล้อมพุ่มไม้ที่หมีนั้นหนีเข้าไป ช่วยกันทุบตีจนศีรษะแตก เลือดไหล หมีนั้นคิดว่า ความทุกข์นี้เกิดแก่เรา เพราะความโลภจัด ถ้าเรายังข่มความโลภนี้ไม่ได้ จะไม่ออกไปหากิน ไปยังอาศรมของพระฤาษี สมาทานอุโบสถ เพื่อข่มความโลภนั้น

       แม้ฤาษีเอง ก็ตกอยู่ใต้อำนาจของมานะถือตัว เพราะอาศัยชาติตระกูล จึงไม่สามารถจะทำฌานให้เกิดขึ้นได้

       ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทราบว่าเขาเป็นผู้ถือตัว คิดว่า ผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา เป็นพุทธางกูร จะได้บรรลุสัพพัญญุตญาณในกัลป์นี้ เราจักทำการข่มมานะของผู้นี้ แล้วทำให้เขาได้ฌานสมาบัติ ในขณะที่ฤาษีกำลังนอนในบรรณศาลา จึงมาจากป่าหิมพานต์ นั่งบนแท่นหินของฤาษี ฤาษีทราบว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านั่งบนอาสนะของตน มีความโกรธ เข้าไปหา ชี้หน้า ด่าว่า เจ้าสมณะโล้นถ่อย กาฬกิณี จงฉิบหาย เจ้ามานั่งบนแผ่นหินที่นั่งของข้าทำไม ?

       พระปัจเจกพุทธเจ้าได้พูดกับฤาษีนั้นว่า ท่านสัตบุรุษ ทำไม ? จึงถือตัวนักเล่า อาตมาบรรลุปัจเจกพุทธญาณแล้ว ท่านก็จะเป็นพุทธสัพพัญญูในกัลป์นี้ ท่านเป็นหน่อเนื้อพุทธะ บำเพ็ญความดีมาแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปเท่านี้ จะเป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าสิทธัตถะ ได้ให้โอวาทว่า ท่านเป็นผู้ถือตัว หยาบคาย ร้ายกาจเพื่ออะไร ? ทำอย่างนี้ไม่สมควรแก่ท่านเลย ฤาษีนั้น ก็ยังไม่ไหว้ท่าน และไม่ถามว่า ตนเองจะได้เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อไร ? พระปัจเจกพุทธเจ้าพูดกับเขาว่า ท่านไม่รู้หรอกว่า เราก็มีชาติสูงและมีคุณใหญ่เหมือนกัน ถ้าแน่จริง ก็เหาะให้ได้เหมือนเราสิ ได้เหาะขึ้นไปในอากาศ โปรยฝุ่นที่เท้าของตนลงบนมวยผมของเขาแล้ว กลับไปยังป่าหิมพานต์

       ฤาษีเกิดความสลดใจ หลังจากพระปัจเจกพุทธเจ้าไปแล้ว คิดว่า พระสมณะนี้มีร่างกายหนักแต่เหาะไปเหมือนปุยนุ่นที่ถูกลมพัด เราไม่ไหว้ท่าน ไม่ถามท่านด้วยความเย่อหยิ่งเพราะชาติ ขึ้นชื่อว่าชาติชั้นวรรณะ จะทำอะไรได้ การประพฤติศีลเท่านั้น เป็นคุณใหญ่ในโลกนี้ แต่มานะนี้ของเราเมื่อเจริญขึ้น มีแต่จะนำไปสู่นรก ถ้าเรายังข่มมานะนี้ไม่ได้ จะไม่ไปหาผลาผล จึงเข้าสู่บรรณศาลา สมาทานอุโบสถเพื่อข่มมานะ

       เรื่องปัญจอุโบสถชาดกนี้ แสดงให้เห็นว่า ความทุกข์และภัยอันตรายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เป็นส่วนตัว หรือสังคมก็ตาม มักเกิดขึ้น เพราะความขาดศีลธรรม การแก้ไขความทุกข์และภัยอันตรายนั้น ควรแก้ด้วยศีลธรรม ไม่ควรแก้ด้วยกิเลส หรือด้วยอบายมุข เช่น เสพสิ่งเสพติดและเที่ยวเตร่เสเพล เป็นต้น เพราะยิ่งเพิ่มปัญหาให้มากและกว้างขวางออกไปอีก การเข้าจำอุโบสถสงบจิตใจ จะทำให้เกิดปัญญามองเห็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องได้