อุโบสถศีลมี ๓ ประเภท

       ๑. ปกติอุโบสถ ได้แก่ อุโบสถที่รับรักษากันตามปกติ เฉพาะวันหนึ่งคืนหนึ่ง อย่างที่อุบาสกอุบาสิการักษากันอยู่ทุกวันนี้ มีเดือนละ ๔ วัน คือ วันขึ้น ๘ ค่ำ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ วันแรม ๘ ค่ำ วันแรม ๑๔ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ (ปฏิชาครอุโบสถ รักษาเดือนละ ๑๑ วัน คือ ข้างขึ้น ๕ วัน ได้แก่ วันขึ้น ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๗ ค่ำ ๙ ค่ำ และข้างแรม ๖ วัน ได้แก่ วันแรม ๑ ค่ำ ๔ ค่ำ ๖ ค่ำ ๗ ค่ำ ๙ ค่ำ ๑๒ ค่ำ หรือ ๑๓ ค่ำ)

       ๒. ปฏิชาครอุโบสถ ได้แก่ อุโบสถที่รับรักษาเป็นพิเศษกว่าปกติ คือ รักษาคราวละ ๓ วัน คือ วันรับ วันรักษา และวันส่ง เช่นจะรับอุโบสถวัน ๘ ค่ำ ต้องรับและรักษามาแต่วัน ๗ ค่ำ ตลอดไปจนถึงวัน ๙ ค่ำ จนได้อรุณใหม่ของวัน ๑๐ ค่ำนั่นเอง จึงหยุดรักษา (ปาฏิหาริยอุโบสถ บางแห่งแสดงว่า ๕ เดือน คือ ตั้งแต่เดือน ๘ ถึงเดือน ๑๒ บางอาจารย์กล่าวว่า ๓ เดือน คือ เดือน ๘ เดือน ๑๒ เดือน ๔ บางพวกกล่าว่า ๔ วัน คือ ๗ ค่ำ ๙ ค่ำ ๑๓ หรือ ๑๔ ค่ำ ๑ ค่ำ)

       ๓. ปาฏิหาริยอุโบสถ ได้แก่ อุโบสถที่รับรักษาตลอด ๔ เดือนฤดูฝน คือ ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ จนถึงวันเพ็ญกลางเดือน ๑๒
       ปาฏิหาริยอุโบสถ ถือตามคตินิยมของคนอินเดียในสมัยนั้น เทียบเคียงได้กับเรื่องบัญญัติการจำพรรษาของภิกษุ ในวัสสูปนายิกขันธกะ พระวินัยปิฎกว่า

       สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น พระพุทธองค์ยังมิได้ทรงบัญญัติให้ภิกษุทั้งหลายอยู่จำพรรษา ภิกษุทั้งหลายเที่ยวจาริกไป ตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะ เชื้อสายศากยบุตร จึงได้เที่ยวจาริกไปอย่างนี้ เหยียบย่ำข้าวกล้าที่เขียวสด เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ทำสัตว์เล็ก ๆ จำนวนมากให้ถึงความวอดวายเล่า ก็พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ ผู้กล่าวธรรมอันต่ำทราม ยังพักอาศัยอยู่ประจำตลอดฤดูฝน ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระพุทธองค์ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภเหตุนั้นแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อยู่จำพรรษา ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายคิดว่า พวกเราพึงจำพรรษาเมื่อไรหนอ ? จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธองค์รับสั่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษาในฤดูฝน นี้เป็นคตินิยมของคนอินเดียในสมัยนั้น การรักษาปาฏิหาริยอุโบสถ อาจเกี่ยวเนื่องกับคตินิยมนี้ ก็ได้