พระรัตนตรัย

       พระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ มีความสำคัญที่สุดสำหรับพุทธศาสนิกชน เพราะเป็นเสมือนประตูที่จะเข้ามาสู่พระพุทธศาสนา ผู้ที่เข้ามาสู่พระพุทธศาสนาจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา จะเข้ามาในฐานะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม ล้วนแต่ต้องเข้ามาทางพระรัตนตรัยทั้งสิ้น ด้วยความเคารพนับถือ บูชา และศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม หรือพระสงฆ์ จึงได้เข้ามา และการจะได้เป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ก็ล้วนแต่ต้องเปล่งวาจาว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น พระรัตนตรัยจึงเป็นเรื่องที่พุทธศาสนิกชนควรศึกษา เพื่อความเข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง ตามหัวข้อดังต่อไปนี้

๑. ใครเป็นผู้กล่าวเป็นครั้งแรก
       ถามว่า คำว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ฯ เป ฯ ใครเป็นผู้กล่าวเป็นครั้งแรก ?
       ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็นครั้งแรก ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ในโอกาสที่ทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ รูป ไปประกาศพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการให้บรรพชาอุปสมบทแก่ผู้ที่ศรัทธาปรารถนาใคร่จะบวชในพระพุทธศาสนา ดังพระพุทธดำรัสว่า ผู้มุ่งบรรพชาอุปสมบท อันภิกษุพึงให้ปลงผมและหนวดก่อน แล้วให้นุ่งห่มผ้ากาสายะ ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย แล้วพึงสอนให้ว่าตามว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ฯ เป ฯ ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

๒. ความหมายของคำว่า พุทธะ ธรรมะ และสังฆะ
       คำว่า พุทธะ โดยอรรถะ คือความหมาย ได้แก่บุคคลพิเศษที่มีขันธสันดานอันอบรมด้วยบารมีธรรมมายาวนาน อย่างต่ำที่สุด ๔ อสงไขย กับอีก ๑ แสนกัป จะได้บรรลุอนุตตรวิโมกข์ อันเป็นเหตุให้เกิดอนาวรณญาณ (ความรู้อะไรได้ตลอด) หรือได้รู้ยิ่งซึ่งสัจจะทั้งหลาย อันเป็นปทัฏฐานแห่งสัพพัญญุตญาณ
       ส่วนโดยพยัญชนะ คำว่า พุทธะ แปลได้มากมายหลายนัย แต่ที่ทราบกันโดยมาก แปลว่า ผู้รู้ และทรงสอนให้ผู้อื่นรู้ ผู้ตื่น และทรงปลุกให้ผู้อื่นตื่น จากความหลับด้วยอำนาจของกิเลส ผู้เบิกบาน คือเป็นผู้รู้แล้วสามารถกำจัดกิเลสให้สิ้นไปจากขันธสันดานได้ด้วย มิใช่เพียงแต่อย่างเดียว
       คำว่า ธัมมะ (ธรรม) แปลว่า สภาพที่ทรงไว้ โดยความหมายสูงสุด ได้แก่ มรรค หรือวิราคธรรม (นิพพาน) เพราะมรรค หรือวิราคธรรม ทรงไว้ซึ่งผู้ที่เจริญ มรรค และผู้ทำให้แจ้ง (บรรลุ) พระนิพพานไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย (สัตว์ดิรัจฉาน เปรต สัตว์นรก อสุรกาย) และทำให้โปร่งใจอย่างยิ่ง
       ส่วนความหมายโดยอ้อม แม้ปริยัติธรรม คือการศึกษาพระพุทธพจน์ และปฏิบัติธรรม คือการฝึกหัดกาย วาจา ใจ ไปตามศีล สมาธิ และปัญญา ก็จัดเป็นธัมมะ (ธรรม) ได้ เพราะเป็นปฏิปทาเบื้องต้นอันจะนำไปสู่การบรรลุมรรค และทำให้แจ้งพระนิพพาน ดังกล่าวแล้ว
       คำว่า สังฆะ แปลว่า กลุ่มบุคคลผู้รวมตัวกัน คำนี้เป็นชื่อของกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง ผู้รวมตัวกันด้วยคุณเครื่องรวมตัว คือ ทิฏฐิ และศีล สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
       ดูก่อนอานนท์ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้ว เพื่อความรู้ยิ่ง สำหรับเธอทั้งหลาย คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ดูก่อนอานนท์ เธอจะไม่เห็นภิกษุแม้สองรูป มีวาทะต่างกันในธรรมเหล่านี้เลย

๓. ความหมายของสรณะ
       สรณะ มีความหมายว่า กำจัด บีบ ทำลาย นำออก และดับซึ่งภัย ความหวาดสะดุ้ง ความทุกข์ ทุคติ และความเศร้าหมอง (กิเลส) อธิบายว่า เมื่อบุคคลเข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ โดยการปฏิบัติตามพระธรรม จนสามารถทำลายกิเลส มีความรัก โลภ โกรธ หลง เป็นต้นได้ ภัยเป็นต้นเหล่านั้นก็จะถูกกำจัด หรือถูกทำลายหมดสิ้นไป
       พระพุทธเจ้า ชื่อว่า สรณะ เพราะเป็นผู้กำจัดภัยของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการนำออกจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แล้วได้บรรลุซึ่งสิ่งอันเป็นประโยชน์
       พระธรรม ชื่อว่า สรณะ เพราะทรงไว้ซึ่งผู้ปฏิบัติตามไม่ให้ตกไปในอบาย คือไม่ให้กลายสภาพเป็นสัตว์ดิรัจฉาน เปรต สัตว์นรก และอสุรกาย และช่วยให้ผู้ปฏิบัติตามได้รับความปลอดโปร่งใจ
       พระสงฆ์ ชื่อว่า สรณะ เพราะเป็นเนื้อนาบุญของโลก หมายความว่า พระสงฆ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ที่เรียกว่า อริยสงฆ์ ใครได้ถวายจตุปัจจัยแก่ท่าน การถวายนั้น ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เกิดความรุ่งเรืองแผ่ไพศาล เพราะเป็นการสนับสนุนคนดีให้มีกำลังทำงานแก่สังคม

๔. ความหมายของคำว่า สรณคมน์
       ดวงใจที่มีความเลื่อมใส และมีความเคารพในพระรัตนตรัยนั้นว่า พระรัตนตรัยเป็นของเรา พระรัตนตรัยเป็นผู้นำทางชีวิตของเรา ซึ่งสามารถนำไปสู่การทำลายกิเลสได้ ชื่อว่า สรณคมน์ (การถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะ)

๕. วิธีถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะ
       วิธีถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะนั้นมีหลายอย่าง ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะที่ปรากฏโดยมาก ๕ วิธี คือ
       ๕.๑ วิธีสมาทาน ตัวอย่างเช่น พาณิชสองพี่น้อง ผู้มีนามว่า ตปุสสะ และภัลลิกะ ได้เปล่งวาจาถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า และพระธรรมเป็นสรณะว่า เอเต มยํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ, ธมฺมญฺจ, อุปาสเก โน ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปเต สรณํ คเต แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งสองนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระธรรมว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงจำข้าพระองค์ทั้งสอง ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะด้วยชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
       ๕.๒ วิธีมอบตนเป็นสาวก เช่น พระมหากัสสปเถระ ครั้งยังเป็นปิปผลิมาณะออกบวชอุทิศพระอรหันต์ทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก ได้ไปพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งสมาธิอยู่ที่โคนต้นพหุปุตตนิโครธ (อรรถกถาว่า ต้นสีขาว ใบสีเขียว ผลสีแดง) ในระหว่างทางเมืองราชคฤห์ไปนาลันทา เข้าใจว่าเป็นพระอรหันต์ จึงน้อมกายเข้าไปเฝ้าด้วยความเคารพอย่างยิ่ง แล้วเปล่งวาจามอบตนเป็นสาวกว่า สตฺถา เม ภนฺเต ภควา, สาวโกหมสฺมิ แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก
       ๕.๓ วิธีทุ่มเทความเลื่อมใสในพระศาสดา เช่นพรหมายุพราหมณ์ ในพรหมายุสูตร มัชฌิมนิกาย กล่าวว่า พรหมายุพราหมณ์ เป็นพราหมณ์ผู้ใหญ่ เชี่ยวชาญไตรเวท รู้จักศาสตร์ว่าด้วยคดีโลก และมหาปุริสลักษณะ ได้ยินกิตติศัพท์ว่า พระพุทธเจ้าทรงมีมหาปุริสลักษณะครบ ๓๒ ประการ จึงส่งอุตตรมาณพผู้เป็นศิษย์เอกไปพิสูจน์ความจริง อุตตรมาณพรับคำของอาจารย์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๐ ประการหมดแล้ว ยังเหลืออีก ๒ ประการ ที่ยังไม่เห็น ครั้นเขาเห็นมหาปุริสลักษณะครบทั้ง ๓๒ ประการ และความเป็นไปแห่งอิริยาบถทั้งปวงของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงกลับไปกราบเรียนให้อาจารย์ทราบ ครั้นอุตตรมาณพพรรณนามหาปุริสลักษณะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจบลง พรหมายุพราหมณ์ก็ได้ลุกขึ้นยืนห่มผ้าเฉวียงบ่า ผินหน้าไปทางทิศที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ประณมมือเปล่งวาจาว่า
       นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ๓ ครั้ง
       แปลว่า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
       ๕.๔ วิธีมอบตน
เช่นพระโยคีผู้มีศรัทธา ขวนขวายในการเจริญกรรมฐาน ก่อนแต่จะสมาทานกรรมฐาน ต้องกล่าวคำมอบตนต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อิมาหํ ภนฺเต ภควา อตฺตภาวํ ตุมฺหากํ ปริจฺจชามิ แปลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระองค์ ขอสละอัตตภาพร่างกายนี้แก่พระพุทธองค์
       ๕.๕ วิธีปฏิบัติหน้าที่ของพุทธบริษัท คือการกำจัดกิเลสทั้งหลาย ทำตนให้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เหมือนพระอริยสาวกบางท่านได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นต้น วิธีนี้จัดว่าเป็นวิธีถึงสรณคมน์ขั้นสูงสุดและมีความมั่นคงที่สุด

๖. การขาดสรณคมน์
       บุคคลผู้ถึงสรณคมน์มี ๒ ประเภท คือ ปุถุชนกับพระอริยบุคคล การขาดสรณคมน์ย่อมมีในปุถุชนเท่านั้น ส่วนพระอริยบุคคลจะไม่ยอมขาดสรณคมน์เด็ดขาด ดังสุปปพุทธกุฏฐิ เป็นต้น
       พระอรรถกถาจารย์เล่าไว้ในอรรถกถาธรรมบทว่า วันหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่วิหารเวฬุวัน สุปปพุทธกุฏฐิซึ่งเป็นโรคเรื้อน ยากจนเข็ญใจ ได้ไปฟังธรรมอยู่ข้างท้ายบริษัทเขาได้บรรลุโสดาบัน ประสงค์จะกราบทุลการบรรลุธรรมให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ แต่ไม่มีโอกาสเพราะบริษัทหนาแน่น จึงกลับไปที่อยู่ของตน ครั้นบริษัทกลับไปหมดแล้ว เขาจึงมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ท้าวสักกะเทวราชทราบเช่นนั้น จึงได้เสด็จลงมาตรัสกับเขาว่า สุปปพุทธะ ท่านเป็นคนขัดสน ท่านจงกล่าวคำว่า แพะ พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าแท้จริง พระธรรมไม่ใช่พระธรรมแท้จริง พระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์แท้จริง พอกันทีพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ (เลิกนับถือ) เราจะให้ทรัพย์แก่ท่านมากมายนับประมาณไม่ได้ สุปปพุทธะ ถามว่า ท่านเป็นใคร ท้าวสักกะตอบว่า เราเป็นท้าวสักกะจอมเทพ
       สุปปพุทธะกล่าวว่า ท่านท้าวสักกะผู้ไม่มีหิริตามที่ท่านพูดว่า ข้าพเจ้าเป็นคนขัดสนจนยาก แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ขัดสนจนธรรม ไม่ได้จนความสุขเลย ท่านไม่สมควรจะพูดเช่นนี้กับข้าพเจ้า คนมีอริยทรัพย์สามารถมีความสุขได้ในสภาพที่คนอื่นเขารู้สึกเป็นทุกข์ ท้าวสักกะเมื่อไม่อาจจะให้สุปปพุทธกุฏฐิพูดอย่างนั้นได้ จึงเสด็จจากเขาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบทูลถ้อยคำที่โต้ตอบกันให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ท้าวสักกะเช่นพระองค์จำนวนร้อยจำนวนพันก็ไม่สามารถจะให้สุปปพุทธกุฏฐิ พูดคำว่า พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์ (แท้จริง). เรื่องนี้แสดงให้เห็นทัศนะทางพระพุทธศาสนาว่า คนผู้บรรลุสัจจะแล้วจะไม่ยอมประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต แดละมโนทุจริต เพราะเหตุแห่งทรัพย์ อวัยวะและแม้แต่ชีวิตอย่างแน่นอน
       เพราะฉะนั้น การขาดสรณคมน์จึงมิได้เฉพาะผู้เป็นปุถุชนเท่านั้น การขาดสรณคมน์มีเพราะเหตุ ๓ อย่าง คือ
         ๑. เพราะความตาย
         ๒. เพราะทำร้ายพระศาสดา
         ๓. เพราะไปนับถือศาสดาอื่น
       การขาดสรณคมน์เพราะความตาย เป็นการขาดที่ไม่มีโทษ คือไม่ทำให้ไปสู่ทุคติภูมิ การขาดเพราะทำร้ายพระศาสดาเหมือนพระเทวทัตเป็นต้น ที่คิดทำร้ายพระศาสดาด้วยการสั่งนายขมังธนูไปลอบปลงพระชนม์ กลิ้งศิลาให้ทับ ให้ปล่อยช้างนาฬาคิรีไปทำร้าย และทำสังฆเภทแยกพระสงฆ์ไปจากพระองค์ จัดเป็นการขาดสรณคมน์ที่มีโทษ เพราะทำให้พระเทวทัตหลังจากมรณภาพแล้วไปตกนรกอเวจี
       ส่วนการขาดสรณคมน์ เพราะไปนับถือศาสดาอื่นนั้นมีมากทั้งในสมัยพุทธกาลและในปัจจุบันนี้ แม้จะไม่ทราบว่าผู้ประพฤติอย่างนั้นตายแล้วไม่ตกนรกเหมือนพระเทวทัตก็ตาม แต่ก็แสดงถึงควาไม่น่าเชื่อถือของคนเหล่านั้น ที่พร้อมจะทรยศกับใครก็ได้เมื่อเขาได้ผลประโยชน์ที่มากกว่า ได้ทราบว่าผู้ที่อาศัยผ้าเหลืองบวชเรียนในพระพุทธศาสนาจนจบเปรียญธรรมสูงสุด จบปริญญาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ หรือบวชจนได้เป็นเจ้าคณะตำบล อำเภอแล้ว ได้ถูกศาสนาอื่นซื้อไปหวนกลับมาทำลายพระพุทธศาสนาก็มีไม่ใช่น้อย คนพวกนี้จริง ๆ แล้วเป็นคนไม่มีศาสนา บวชเป็นพระมักจะไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ จะไม่ยอมกิจวัตร เช่นไหว้พระสวดมนต์จึงไม่รู้จักคำว่า นิรามิสสุข วัน ๆ หนึ่งคิดแต่จะหาทรัพย์สินเงินทอง รูปเสียง กลิ่น รส สัมผัสที่น่าปรารถนา จึงมีค่าเหมือนคนตกนรกทั้งเป็น ครั้นพอมีใครมาเสนอเงินทองให้ก็จะรีบไปทันที มักจะไปสอนไปแนะเยาวชนว่า อย่าไปบวชเลยอาจารย์บวชแล้วไม่ได้เรื่องหรอก แต่น่าจะบอกด้วยว่า เมื่อครั้งอาจารย์บวชอยู่ อาจารย์ไม่เคยเชื่อเรื่องบาป บุญ คุณโทษ ไม่เคยทำกิจวัตรของพระสงฆ์เลย
       การขาดสรณคมน์ด้วยการไปนับถือศาสดาอื่น จึงเป็นเรื่องน่ากลัวมาก เพราะคนอย่างนั้นแน่นอนว่า เป็นคนไม่มีศาสนาพร้อมที่จะทำลายใครก็ได้ เมื่อตนได้ผลประโยชน์

๗. สรณคมน์เศร้าหมอง
       ส่วนบุคคลผุ้ที่ประพฤติด้วยความไม่รู้ ความรู้ผิด ความสงสัย และความไม่เอื้อเฟื้อในพระรัตนตรัย สรณคมน์ไม่ขาดแต่เป็นความเศร้าหมอง
       ความไม่รู้ คือ ไม่ศึกษาเล่าเรียนพระพุทธศาสนาคิดเอาเอง ปฏิบัติเอาเอง แล้วนำไปสั่งสอนผู้อื่น
       ความรู้ผิด คือ เรียนพระปริยัติธรรมแต่ไม่เชื่อพระไตรปิฎก อรรถกถา ตั้งตัวเป็นศาสดาตีความเอาตามความพอใจ
       ความสงสัย คือ สงสัยว่าพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์มีจริงหรือเปล่า ทำบุญได้บุญจริงหรือเปล่า ทำบาปแล้วบาปจริงหรือเปล่า ชาติหน้ามีจริงหรือเปล่า นรกสวรรค์มีจริงหรือเปล่า เป็นต้น
       ความไม่เอื้อเฟื้อ คือ ไม่ประพฤติต่อพระรัตนตรัยด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ที่ประกอบด้วยเมตตาคือความปราถนาดี เช่นตัดเศียรพระพุทธรูป ทำลายโบสถ์ พระเจดีย์ ขโมยพระพุทธรูปไปขาย ประพฤติการไม่สมควรเช่นไปแสดงความรักทางกามราคะ ตามบริเวณศาสนสถาน เช่น โบสถ์ และพระเจดีย์ เป็นต้น ไม่เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมคือคัดค้านพระธรรมว่าไม่สามารถจะให้คุณให้โทษได้จริง ไม่ศึกษาเล่าเรียน ไม่สนใจฟังเมื่อมีการแสดงธรรมตลอดถึงการเหยียบย่ำทำลายหนังสือหรือสิ่งอื่นใดที่จารึกพระธรรม
       ไม่เอื้อเฟื้อในพระสงฆ์ ด่าว่าพระสงฆ์ ยุยงให้แตกแยกกัน ไม่ทำบุญ และขัดขวางผู้อื่นไม่ให้ทำบุญ เป็นต้น

๘. พระรัตนตรัยแยกกันไม่ได้
       พระรัตนตรัย คือ พระพุทะเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ทั้ง ๓ นี้ แยกจากกันไม่ได้ ต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอยู่เสมอ พระอรรถกถาจารย์ท่านอุปมาไว้ ดังนี้
       ๑. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนดวงจันทร์ พระธรรมเปรียบเหมือนกลุ่มรัศมีที่มีความสว่างและเย็นตาเย็นใจของดวงจันทร์ พระสงฆ์เปรียบเหมือนสัตวโลกที่ได้รับความสุขสดชื่นจากแสงจันทร์นั้น ข้อนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าถ้ามีแต่ดวงจันทร์ไม่มีแสงจันทร์ คงไม่มีใครเห็นดวงจันทร์ว่าอยู่ที่ไหน หรือถ้ามีดวงจันทร์และมีแสงจันทร์ แต่ไม่มีสัตวโลก ก็คงไม่มีใครเห็นดวงจันทร์และได้รับผลประโยชน์จากดวงจันทร์ ดวงจันทร์กับแสงจันทร์จึงมีค่าเท่ากับไม่มีนั่นเอง
       พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ก็เหมือนกัน ถ้ามีแต่พระพระพุทธเจ้า ไม่มีพระธรรม ก็คงเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ คงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะธรรมดาเหมือนเดิม หรือถ้ามีพระพุทธเจ้าและพระธรรม แต่ไม่มีพระสงฆ์ ก็ไม่มีใครเชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ จึงต้องเกี่ยวเนื่องกันอยู่เสมอ เกิดอะไรกับส่วนหนึ่งก็กระทบไปถึงอีก ๒ ส่วนด้วย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
       ๒. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ พระธรรมเปรียบเหมือนแสงสว่างและความร้อนของดวงอาทิตย์ พระสงฆ์เปรียบเหมือนสัตวโลกที่ได้รับแสงสว่างและไออุ่นจากดวงอาทิตย์
       ๓. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนก้อนเมฆ พระธรรมเปรียบเหมือนน้ำฝนอันเกิดจากก้อนเมฆ พระสงฆ์เปรียบเหมือนโลกพร้อมทั้งแมกไม้และกอหญ้าที่ได้รับความชุ่มชื้นจากน้ำฝน
       ๔. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนสารถีผู้ชาญฉลาด พระธรรมเปรียบเหมือนอุบายวิธีสำหรับฝึกม้า พระสงฆ์เปรียบเหมือนม้าที่ได้รับการฝึกหัดไว้ดีแล้ว
       ๕. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ชี้ทาง พระธรรมเปรียบเหมือนหนทางที่ถูก ที่ตรง และมีความปลอดภัย พระสงฆ์เปรียบเหมือนคนเดินทางผู้ถึงที่หมายแล้ว
       ๖. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ชี้ขุมทรัพย์ พระธรรมเปรียบเหมือนขุมทรัพย์ พระสงฆ์เปรียบเหมือนคนที่ได้รับทรัพย์สมบัติไปใช้อย่างมีความสุข

๙. ผู้เข้าไปหาพระรัตนตรัยด้วยอกุศลจิตย่อมเกิดโทษ
       พระมหาโมคคัลลานเถระ พระอัครสาวกเบื้องซ้าย ได้กล่าวกับมารที่เข้าไปหาพระพุทธเจ้าด้วยประสงค์ร้าย เช่นครั้งเสด็จออกผนวชก็ไปห้ามไว้โดยอ้างว่า จักรรัตนะจะเกิดขึ้นภายใน ๗ วัน ท่านจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่แล้ว จะไปบวชทำไม เมื่อตรัสรู้แล้ว ก็ได้ไปทูลขอให้เสด็จดับขันธปรินิพพาน แต่พระพุทธองค์ทรงห้ามปรามมารว่า ขอให้บริษัทของเรารู้ปริยัติ ปฏิบัติ ได้เข้าใจธรรมนำไปใช้เป็นเสียก่อน เราจึงจะนิพพาน ต่อจากนั้นพระยามารก็ติดตามรังควานทั้งพระศาสดาและพระสาวกมาตลอดเวลา แม้แต่พระมหาโมคคัลลาเถระก็ถูกรังควานด้วย ครั้งหนึ่ง พระเถระจึงได้กล่าวกับมารว่า
     ไฟ ไม่ได้ตั้งใจเลยว่า เราจะเผาไหม้คนโง่ คนโง่ต่างหาก ที่เข้าไปหาไฟอันกำลังลุกโชน เขาเข้าไปหาไฟให้เผาไหม้ตัวเขาเอง
     ดูก่อนมารผู้ใจบาป ไฉนท่านจึงเข้าไปหาพระตถาคต เหมือนคนโง่เข้าไปหาไฟเล่า
     คนโง่เข้าไปหาพระตถาคต แทนที่จะได้บุญกลับได้บาป ซ้ำยังสำคัญผิดว่า ไม่เห็นจะบาปอะไร (น่าสงสารจริงๆ).
๑๐. พระรัตนตรัยเป็นสรณะที่ปลอดภัย
       ผู้ที่มีจิตใจศรัทธาเลื่อมใส และเคารพนับถือบูชา เชื่อมั่นพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติตามแม้ด้วยชีวิต ไม่ยอมให้สรณคมน์ขาดไป ย่อมได้รับผลที่น่าปรารถนา ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
     ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ชนเหล่านั้น ละกายมนุษย์ไปแล้ว จักไม่เข้าถึงอบายภูมิ จักทำหมู่เทพให้บริบูรณ์ (ได้ไปเกิดในสวรรค์)
     บุคคลใด ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง แล้วเห็นอริยสัจ ๔ คือ เห็นทุกข์ เหตุให้ทุกข์เกิด ความดับทุกข์ และมรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐ ซึ่งทำให้ถึงความดับทุกข์ ด้วยปัญญาอันชอบ
     สรณะนั้นของบุคคลนั้น เป็นสรณะที่ปลอดภัย เป็นสรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั้น ย่อมพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้
       จากพระพุทธพจน์ที่ได้ยกมานี้ เป็นการค้ำประกันจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ผู้ที่ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะแล้วปลอดภัย พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้นั้น ต้องเห็นอริยสัจ ๔ อธิบายว่า ต้องดำเนินชีวิตด้วยปัญญาอันชอบตามหลักอริยสัจ ๔ ไม่ใช่ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะแล้ว ยังกราบไหว้อ้อนวอนขอพรสิ่งอื่น เช่น แม่น้ำ ภูเขา ต้นไม้ เทพเจ้า เป็นต้น อันนอกเหนือไปจากพระรัตนตรัย ไม่ปฏิบัติตามหลักอริยสัจ ๔ ถ้าอย่างนี้จะมาโทษพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่า พึ่งอะไรไม่ได้ ย่อมไม่ยุติธรรมสำหรับพระรัตนตรัย
       การที่ได้พบพระรัตนตรัยอันเป็นสรณะที่ให้ความปลอดภัย ทำลายความทุกข์ได้จริงแล้ว ไม่ยอมรับนับถือ ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน ก็เท่ากับคนผู้ปฏิเสธสิริที่เข้ามาหาตน สมกับที่พระมหาปันถกเถระ ได้กล่าวไว้ว่า
       ผู้ที่ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ปล่อยโอกาสนั้นให้ผ่านไปโดยไม่สนใจศึกษา และปฏิบัติตามโอวาทของพระองค์ ผู้นั้นเป็นคนไม่มีบุญ เหมือนกับคนที่ใช้มือและเท้าปัดป้องสิริที่เข้ามาหาตนถึงที่นอน แล้วขับไล่ไสส่งออกไป.