ปาณาติบาต

       คำว่า ปาณะ ในคำว่า ปาณาติบาต โดยสมมติสัจจะ ได้แก่ สัตว์ โดยปรมัตถสัจจะ ได้แก่ ชีวิตินทรีย์ ๒ อย่าง คือ รูปชีวิตินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นใหญ่ในการทำให้รูปมีชีวิตอยู่ได้ และอรูปชีวิตินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นใหญ่ในการทำให้นามธรรม ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มีชีวิตอยู่ได้ ชีวิตินทรีย์ทั้งสองนี้ มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน เมื่ออย่างหนึ่งถูกทำลาย อีกอย่างหนึ่งก็ถูกทำลายไปด้วย

       เจตนาฆ่าของบุคคลผู้รู้อยู่ว่า สัตว์นั้นมีชีวิต อันเป็นไปทางกาย หรือทางวาจา เป็นเหตุให้เกิดความพยายามในการเข้าไปตัดอินทรีย์คือชีวิตทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่า ปาณาติบาต

       ปาณาติบาตนั้น
จะสำเร็จเป็นกรรมบถได้ ต้องประกอบด้วยองค์ ๕ คือ

            ๑. สัตว์มีชีวิต
            ๒. รู้ว่าสัตว์มีชีวิต
            ๓. จิตคิดจะฆ่า
            ๔. พยายามเพื่อจะฆ่า
            ๕. สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น


       ปาณาติบาตนั้น มีโทษมาก เพราะเหตุ ๔ ประการ คือ

            ๑. สัตว์ใหญ่
            ๒. สัตว์นั้นมีคุณ
            ๓. ความพยายามของผู้ฆ่ามีมาก
            ๔. กิเลสของผู้ฆ่ารุนแรง


       ปาณาติบาตที่ตรงกันข้าม ชื่อว่ามีโทษน้อย

โทษของปาณาติบาต

       เล่ากันมาว่า ในครั้งพุทธกาล ในพระนครสาวัตถี มีชายคนหนึ่งชื่อ นันทะ มีอาชีพฆ่าโคเอาเนื้อขายเลี้ยงชีพ ตลอด ๕๕ ปีที่เขาทำอาชีพนี้ ไม่เคยบริจาคทานและรักษาศีลเลย ถ้าขาดเนื้อจะไม่ยอมรับประทานอาหารเลย

       วันหนึ่ง ในเวลาเย็น เขามอบเนื้อให้ภรรยาเพื่อทำกับข้าว เสร็จแล้วไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ บังเอิญเพื่อนของเขาคนหนึ่งมีแขกมาที่บ้าน ไม่มีกับข้าวต้อนรับ จึงไปยังบ้านนายนันทะ พบภรรยาของเขา จึงได้ขอซื้อเนื้อ แต่ไม่มีเนื้อสำหรับขาย มีแต่เนื้อที่เตรียมไว้สำหรับทำกับข้าวตอนเย็น ภรรยาของนายนันทะ จึงไม่ขายให้ เพราะทราบดีว่า ถ้าขาดเนื้อแล้ว สามีจะไม่ยอมรับประทานอาหาร แต่ชายผู้นั้นก็ไม่ฟังเสียง ได้ฉวยหยิบเอาเนื้อนั้นไป

       นายนันทะกลับมาจากท่าน้ำ ภรรยาได้ยกอาหารที่ปราศจากเนื้อมาให้ ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง เขาไม่ยอมรับประทานอาหาร ฉวยมีดอันคมกริบ เดินเข้าไปหาโคตัวหนึ่ง สอดมือเข้าไปในปาก ดึงลิ้นออกมาแล้ว ใช้มีดเชือดจนขาด นำมาให้ภรรยาทำกับข้าว โคตัวนั้นสิ้นใจตายด้วยความเจ็บปวดทรมาน

       เมื่อกับข้าวเสร็จแล้ว นายนันทะจึงรับประทานอาหาร ทันทีที่เขาใส่ชิ้นเนื้อนั้นเข้าไปในปาก ลิ้นของเขาได้ขาดตกลงไปในชามข้าว ได้รับผลกรรมทันตาเห็น เพราะการทำปาณาติบาตด้วยจิตใจอันเหี้ยมโหด เลือดไหลออกจากปาก ร้องครวญครางเสียงเหมือนโค ตายแล้วไปตกนรกอเวจี ฯ

อทินนาทาน

       คำว่า อทินนะ ในคำว่า อทินนาทาน หมายถึง ของที่เจ้าของหวงแหน ไม่ได้ให้ด้วยกายหรือวาจา จะอยู่ในบ้าน ในป่า ทำตก หรือหลงลืม ก็ตาม

       เจตนาอันเป็นเหตุขโมย ของบุคคลผู้รู้อยู่ว่า เจ้าของหวงแหน อันเป็นไปทางกาย หรือทางวาจา ให้เกิดความพยายามในการถือเอาของนั้น ชื่อว่า อทินนาทาน

       อทินนาทาน
จะสำเร็จเป็นกรรมบถได้นั้น ต้องประกอบด้วยองค์ ๕ คือ

            ๑. ของมีเจ้าของหวง
            ๒. รู้ว่ามีเจ้าของหวง
            ๓. จิตคิดจะลัก
            ๔. พยายามเพื่อจะลัก
            ๕. ลักมาได้ด้วยความพยายามนั้น


       อทินนาทานนั้น มีโทษมาก เพราะเหตุ ๔ ประการ คือ

            ๑. ของนั้นเป็นของประณีต หรือมีความสำคัญ
            ๒. ของนั้นเป็นของบุคคลผู้มีคุณธรรม
            ๓. ผู้ลักมีความพยายามมาก
            ๔. กิเลสของผู้ลักแรงกล้า


       อทินนาทานที่ตรงกันข้าม ชื่อว่ามีโทษน้อย

โทษของอทินนาทาน

       ครั้งพุทธกาล ในพระนครสาวัตถี มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อ สีลวิมังสนะ ถึงสรณะ ๓ และรักษาศีล ๕ รับราชการอยู่กับพระเจ้าโกศล พระราชาพร้อมด้วยข้าราชการใหญ่น้อย ต่างให้ความนับถือพราหมณ์นั้น

       เขาคิดว่า ที่คนเขานับถือเรานี้ เขานับถืออะไร ? ชาติ โคตร สกุล ความรู้ หรือศีลกันแน่ ต้องการจะทดลอง วันหนึ่ง เมื่อกลับจากที่ทำงาน ได้แอบหยิบเอาเงินของหลวงไปจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่การเงินไม่ว่าอะไร วันที่ ๒ ได้ทำอย่างนั้นอีก ก็ไม่มีใครว่าอะไร วันที่ ๓ จึงหยิบเอาเงินไปกำมือหนึ่ง เจ้าหน้าที่การเงินโกรธ ร้องตะโกนให้คนช่วยกันจับตัว เมื่อจับตัวได้แล้ว ก็ทุบตีคนละสองสามที แล้วพันธนาการไปกราบทูลให้พระราชารับสั่งลงอาญาหลวงแก่เขา

       พราหมณ์ทราบชัดว่า ที่คนเขานับถือตนนั้น เพราะการรักษาศีล จึงได้กล่าวว่า เรื่องชาติและชนชั้น เป็นเรื่องไร้สาระ ศีลนี่แหละ สูงที่สุด บุคคลขาดศีลเสียแล้ว วิชาความรู้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

กาเมสุมิจฉาจาร

       คำว่า กาม ในคำว่า กาเมสุมิจฉาจาร นั้น ได้แก่ เมถุนสมาจาร ๒ อย่าง คือ สทารสันโดษ ความพอใจเฉพาะคู่ครองของตน ๑ ปรทารคมนะ การละเมิดคู่ครองคนอื่น ๑ ส่วนความผิดที่จัดเป็นกาเมสุมิจฉาจารนั้น ได้แก่ ความผิดที่เกิดขึ้น เพราะนอกใจคู่ครองของตน และละเมิดคู่ครองของคนอื่น นั่นเอง

       เจตนาที่ล่วงละเมิดฐานะที่ตนไม่ควรละเมิด อันเป็นไปทางกายทวาร โดยประสงค์ อสัทธรรม ชื่อว่า กาเมสุมิจฉาจาร

       กาเมสุมิจฉาจาร จะสำเร็จเป็นกรรมบถได้นั้น ต้องประกอบด้วยองค์ ๔ คือ

            ๑. วัตถุที่จะพึงประพฤติล่วง
            ๒. จิตคิดจะเสพในวัตถุที่พึงประพฤติล่วงนั้น
            ๓. พยายามในอันจะเสพ
            ๔. มีความยินดี


       กาเมสุมิจฉาจาร มีโทษมาก เพราะเหตุ ๔ ประการ คือ

            ๑. กระทำในบุคคลผู้มีคุณธรรม
            ๒. เป็นการข่มขืนใจ
            ๓. มีความพยายามมาก
            ๔. มีกิเลสแรงกล้า


       กาเมสุมิจฉาจารที่ตรงกันข้าม ชื่อว่ามีโทษน้อย

โทษของกาเมสุมิจฉาจาร

       ครั้งดึกดำบรรพ์ ได้มีชายหนุ่มชาวพาราณสีคนหนึ่ง นามว่าจูฬธนุคคหบัณฑิต เรียนวิชากับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ที่เมืองตักกสิลา เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีความประพฤติเรียบร้อย เรียนเก่ง เป็นที่รักใคร่ของอาจารย์ เมื่อเรียนศิลปวิทยาจบแล้ว จึงลาอาจารย์กลับบ้าน อาจารย์ได้ยกลูกสาวคนหนึ่งให้เป็นภรรยา ในระหว่างทาง ได้เกิดการต่อสู้กับพวกโจรที่มาคอยดักปล้น ได้ฆ่าโจรตายไปหลายคน จนลูกศรในมือหมด จึงต่อสู้กับหัวหน้าโจรด้วยมือเปล่า บอกให้ภรรยานำดาบมาให้ แต่ภรรยากลับเกิดความรักในตัวโจรที่ตนเพิ่งจะพบเห็นเดี๋ยวนั้นเอง จึงส่งดาบไปให้โจร ฆ่าชายหนุ่มตาย

       โจรพานางไปถึงแม่น้ำสายหนึ่ง คิดว่า หญิงคนนี้พบชายอื่นเข้า คงจะให้ฆ่าเราเหมือนกับให้เราฆ่าสามีเธอ เราไม่ต้องการผู้หญิงคนนี้ จึงออกอุบายหลอกลวงเอาทรัพย์สินเงินทองของเธอจนหมดสิ้น แล้วก็จากไป โดยทิ้งคำพูดไว้กับเธอว่า แม่คนงาม เธอเอาสามีที่เคยเชยชิดกันมานาน แลกกับฉันซึ่งมิใช่สามีที่ไม่เคยเชยชิด วันหลังเธอคงจะเอาฉันแลกกับชายอื่นอีก ฉันจะหนีเธอไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ หญิงสาวคนนั้น ไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย เพราะประพฤติผิดศีลข้อที่ ๓ นี้นั่นเอง

กายกรรมเป็นไปในทวาร ๒

       กรรม ๓ อย่าง คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร เรียกว่า กายกรรม เพราะเป็นไปทางกายทวารโดยมาก บางครั้ง ปาณาติบาตและอทินนาทาน ก็เป็นไปทางวจีทวารบ้าง ตัวอย่าง นาย ก. สั่งให้ นาย ข. ไปฆ่าคน หรือไปลักทรัพย์ นาย ข. ทำงานสำเร็จตามที่นาย ก. สั่ง การฆ่าคน หรือการลักทรัพย์ของนาย ก. จัดเป็นกายกรรม แต่ทวาร จัดเป็นวจีทวาร ส่วนกาเมสุมิจฉาจาร จัดเป็นกายกรรม เพราะเป็นไปทางกายทวารอย่างเดียว

       ปาณาติบาต อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร ที่จัดเป็นกายกรรมนั้น เพราะมีการกระทำด้วยกาย กรรมนั้น จึงจะสำเร็จ ดังตัวอย่างที่ยกมา ถ้ามีเพียงแต่การสั่งอย่างเดียว ไม่มีคนลงมือทำ จะสั่งต่อ ๆ กันไปกี่คนก็ตาม การฆ่าหรือการลักนั้น จะสำเร็จไม่ได้เลย

       ในการทำปาณาติบาต อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจารนั้น จิตใจของผู้กระทำ ต้องมีอภิชฌา คือโลภะ พยาบาท คือโทสะ และมิจฉาทิฏฐิ เกิดขึ้นด้วยตามสมควร กายกรรมนี้ เน้นตัวเจตนาคือความจงใจเป็นสำคัญ ดังนั้น อภิชฌา พยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ ในกายกรรมนี้ จึงจัดเป็นอกุศลกรรม ฝ่ายสนับสนุนเจตนา ไม่ได้จัดเป็นกรรมบถ ฯ